สรุปอบรม Hyper Productivity

11 October 2015 2:54 AM Blog , ,

wallhaven-61973

ได้มีโอกาศเข้าไปงานอบรม Hyper Productivity เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา โดยมีวิทยากรเป็น @juacompe ในช่วงเช้า ส่วนช่วงบ่ายเป็นพระมหาวีรพล วีรญาโณท่านมาสอนธรรมะและการทำงาน เท่าที่หาข้อมูลในอินเทอร์เนตมาก็มีคนเขียนสรุปของ @juacompe ไว้แล้ว และละเอียดมากด้วย ส่วนตัวผมของเขียนสรุปในรูปแบบและภาษาของผมละกัน

ขอสรุปเป็น session เช้ากับบ่ายละกันนะครับ

Session เช้า

  • เริ่มต้นมาเป็นการพูดหลักการ การทำงานของสมองง่ายๆ ประมาณ 2 เรื่องหลักๆ ครับ เพื่อปูพื้นไปหัวข้อใหญ่ถัดไป
    • การจดจำจะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นหากสามารถเชื่อมโยงสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันกับอดีตของเราได้ เพราะการจำแบบเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่เราพบเจอในปัจจุบันกับอดีต จะทำให้คนเรานั้นจำได้ง่ายขึ้น ซึ่งถ้าเป็นสิ่งใหม่ๆ ที่เรายังไม่เคยพบเจอก็จะมักจะทำให้เราลืมได้ง่ายนั้นเอง
    • รูปแบบการทำงานของสมองแบบง่ายๆ เสมือน คนขี่ช้าง กับ ช้าง ซึ่งสมองด้านเหตุผลจะเป็นคนขี่ช้าง ซึ่งมีแรงน้อยกว่า ช้างที่เป็นสมองด้านอารมณ์ ดังนั้นคนขี่ช้างต้องมีเทคนิคต่างๆ ในการใช้แรงให้น้อยมากที่สุดที่จะควบคุมช้าง เพราะแรงที่จะใช้เหตุผลคว
    • บคุมอารมณ์นั้นมีจำกัด ใช้แล้วหมดไป
  • ต่อมาเป็นเรื่องของ การทำงานให้มีความสุข หรือ การเข้า Flow นั้นเอง  มี 4 หัวข้อหลักๆ ตามนี้
    • Responsiveness ไม่มีศัพท์นี้ในภาษาทั่วไปนะครับ เป็นศัพท์แสงเด็กคอมฯ อยากอ่านเพิ่มเติมได้ที่ Wikipedia สรุปคราวๆ คือ ทำอะไรแล้วได้ Feedback กลับมาไว ทำให้เรามีสมาธิในการทำงานต่อ ยกตัวอย่าง Android Emulator สมัยก่อนที่อืดยิ่งกว่าเต่า กดทีรอแทบ 5 วิที่จะแสดงผลออกมา หรือเวลาเราเขียนโปรแกรมแล้วเทสยาก ต้องมานั่ง Mock Up Data แบบยิ่งใหญ่ในการเขียนครั้งๆ หนึ่งกว่าจะได้ Feed back ของ Code ที่เราเขียนออกมานาน
    • Motivation เป็นเรื่องของอารมณ์ เหมือนลูกหิมะกลิ้ง ยิ่งกลิ่งจะยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เวลาเรา Sprint Up เป็นเรื่องที่ดี แล้วจะทำให้เรา Sprint Up ขึ้นเรื่อยๆ ในเรื่องที่ยากขึ้นและใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าหากเรา Sprint Down หากเราฝืน เราก็จะ Sprint Down ใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งไม่ดีแน่ แก้ปัญหาด้วยการหาเรื่อง Sprint Up เล็กๆ ง่ายๆ ทำ เช่น วาดรูป เล่นลูกบิค ประกอบโมเดล ซึ่งเรื่องเล็กๆ ง่ายๆ ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แล้วแต่คนจะเลือก แต่!! ต้องเล็กและง่าย ที่ทำแล้วสำเร็จจริงๆ ไม่ใช่ทำแล้วเกิดพลาด Sprint Down ลงไปอีก จะแย่กว่าเดิม
    • Communication ตรงตัว เป็นเรื่องของการสื่อสาร มีผลกับการทำงานมาก หากการสื่อสารผิดพลาดย่อมส่งผลเสียต่างๆ มากมาย สารที่เราส่งให้กันทุกวันนี้ 20% ในสารเป็น Content หลักจริงๆ 30% เป็นน้ำเสียง 50% เป็นภาษากาย และการสื่อสารทุกวันนี้ เช่น อีเมลล์ ไม่สามารถสื่อสารเป็นน้ำเสียง หรือ ภาษากายได้ หากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ให้เจอหน้ากันแล้วคุยกันดีกว่า เพื่อให้การสื่อสารชัดเจน
    • Childliness ศัพท์นี้แปลกเหมือนกัน สรุปหัวข้อนี้คือ สิ่งที่เด็กต่างจากผู้ใหญ่อย่างเราตรงที่ว่าเด็กกล้าที่จะเรียนรู้ โดยมีความกังวลเยอะมาก ต่างจากผู้ใหญ่ที่จะกลัวสิ่งต่างๆ และสิ่งที่เด็กๆ มีเยอะคือ Imagine นั้นเอง หรือ Visualization นั้นเอง ถ้าเราจินตนาการว่าเราแพ้ เราก็จะแพ้ทั้งที่ยังไม่ได้เริ่ม แต่ถ้าเราจินตนาการว่าชนะ เราก็ยังมีโอกาสที่จะชนะ

Session บ่าย 

เป็นธรรมะในการทำงาน โดยพระอาจารย์ท่านไม่ได้มีหัวข้อเป็นหลักเท่าไหร่ (หรือผมจับหัวใหญ่ไม่ได้ก็ไม่แน่ใจนะ) สรุปเนื้อหาใจความสำคัญได้ประมาณนี้

  • คนที่จิตใจขุ่นมั่ว จะมองไม่เห็นความดีของคนอื่น (จะเอาเรื่องแย่ๆ ของคนอื่นมานินทา ปล่อยเขาไป)
  • เรื่องการเงินพระพุทธเจ้าท่านทรงสอนแล้ว
    • ใช้หนี้เก่า – ทิ้งลงเหว – ให้เขากู้ – ใส่ปากงู – ฝังดินไว้
    • อุ – อา – กะ – สะ
  • ความรัก -> ที่ใดมีรัก ที่นั้นมีทุกข์ ที่นั้นจึงต้องดับทุกข์
    • พระพทุธเจ้าเทศน์เน้นอยู่ 2 เรื่องมากที่สุด
      • ทุกข์
      • การดับทุกข์
  • อัตตา หิ อัตตโน นาโถ : ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน เพราะ พระพุทธเจ้าก็ยังช่วยท่านไม่ได้ ถ้าท่านไม่ช่วยตัวเอง ฉนั้น อย่าไปกังวลใจมากหากช่วยคนอื่นไม่ได้ เพราะขนาดพระพุทธเจ้าท่านยังช่วยไม่ได้เลย หากเขาคนนั้นไม่ช่วยตัวเอง
  • ชีวิตคู่ จงหูหนัก อย่าหูเบา
    • คนดี -> เอาเรื่องดีๆ มาพูด มาชม
    • คนไม่ดี -> เอาเรื่องไม่ดีคนอื่นไม่พูด
  • บุคคลจะล่วงพ้นความทุกข์ ด้วยความเพียรพยายาม
  • การจัดการความทุกข์ คือ ต้องเข้าใจทุกข์
    • “คนไม่ถูกนินทา ไม่มีในโลก” -> จะพูดอะไรแทงกั๊กไว้ก่อน
    • อย่าเอาหูเราไปเป็นที่รองส้นเท้าคนอื่นเขา (อย่าเอาไปให้คนอื่นเหยียบย่ำ)
  • การทำงานพึ่งระวัง 2 อย่าง
    • อย่าเห็นแก่เล็กแก่น้อย จงเห็นแก่ส่วนรวม
    • อย่ามองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย จงใส่ใจ
  • ผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ ต้องแพ้เป็น
  • คนไม่ดี 7 ประเภท ย่อมเจอในองค์กร หลีกได้หลีก เลี่ยงได้เลี่ยง
  • น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือไปขวาง ต้องรู้จักจังหวะ แต่ละขั้นตอน
  • สุขุมสูตร “จงเอาเยี่ยงเต่า…หดหัวอยู่ในกระดอง”
  • การเป็นคนเก่งเกินไป หรือว่า ดีเกินไป ก็ไม่ดี ต้องรู้จักความเหมาะสม เหมือนสายกีตาร์ ตึงหรือหย่อนเกินไปก็ไม่ดี
  • รู้ไว้เสมอว่า ทำดีนั้นง่ายกว่าทำชั่วเยอะ คนที่บอกเราว่าทำชั่วง่ายกว่าทำดีนั้นเป็นข้ออ้างของเขาเฉยๆ ที่จะทำชั่ว
  • แม้จะตัวเล็ก แต่ใจเราต้องใหญ่
  • โรคสำคัญตัวเองผิดนั้นอันตรายที่สุด จงอย่าคิดว่าตัวเองสำคัญที่สุดในทีม
  • คนในองค์กรก็เหมือนสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในรถโม่ปูน วางตัวให้ดี มองให้ออก
    • หิน – ย่อมมีคนที่แข็งเหมือนหิน
    • ปูน – ย่อมมีคนที่เค็มเหมือนปูน
    • ทราย – ย่อมมีคนที่ละเอียดเหมือนเม็ดทราย
    • น้ำ – ย่อมมีคนที่อ่อนไหวเหมือนน้ำ
  • หากทำงาน อย่าหักโหม อย่าโทษงาน จงตามตัวเองเสมอเมื่อป่วย ว่า “ดูแลตัวเองไม่ได้ หรือ ไม่ได้ดูแลตัวเอง”

เท่าที่สรุปมาสังเกตจากของพระอาจารย์เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านได้สอนไว้แล้ว เน้นเกี่ยวกับการวางตัวกับคนรอบตัว ส่วนของคุณ @juacompe เป็นแนว Self Improvement ซึ่งก็ดีทั้งคู่แหละครับ โชคดีที่ได้อบรมฟรี หึหึ